พวกพี่ผม (พี่บอม, พี่ดา, อาจารย์ปู่, ตุ๊เหน่) พวกพี่เค้าชอบการ "ตกปลา" มากพอสมควรเลยล่ะ เวลาเค้าคุยเรื่อง "ตกปลา" ผมชอบที่จะนั่งฟัง เพราะฟังดูแล้วมันน่าสนุกดีแหะ อีกอย่างแกบรรยายว่า "บรรยากาศดีมาก" เหมาะกับการตกปลาเป็นอย่างยิ่ง แหม...ดูแล้วมันก็น่าไปแหะ

   อยู่มาวันนึงพวกพี่เค้าก็ชวนผมไปที่ "บึงสำราญ" สถานที่ที่เป็นที่มาของเรื่องเล่านี้

   วันนั้นมี ผม, แฟนผม ,พี่บอม, พี่ดา, อาจารย์ปู่, ตุ๊เหน่ แล้วก็เด็กๆ ของพวกพี่เค้า รวมกันประมาณ 11 คน พอเราไปถึงที่นั้นก็ยกข้าวของเก็บไว้ในบ้านพัก ซึ่งบ้านพักจะอยู่บนบึงเลย (คล้ายๆ กับที่เขาสก) คือหน้าบ้านพักก็สามารถตกปลาได้เลย

   หลังจากเก็บของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจึงรวมตัวกันที่หน้าบ้านพักใหญ่ของ "อาจารย์ปู่" ที่นั่นสามารถหุงหาอาหาร ทำกับข้าวเองได้เลย จึงเริ่มประกอบอาหาร พร้อมกับเริ่ม "ตกปลา" กันด้วยเลย เช่นเคยเสบียงเพียบที่ทั้งกุ้งเผา (ไม่ใช่กุ้งมังกรนะ อ่านเรื่องของกุ้งมังกรได้ที่ "เรื่องกวนๆ ของคนกวนทีน (1)" ได้เลย) ปลาเผา ปลาหมึกย่าง และ "เครื่องดื่มทำลายสุขภาพ" ที่ไม่สามารถที่จะขาดได้

   วันนั้นสนุกมากเย่อปลากันมันส์มาก เจอปลาตัวใหญ่จน "คันเบ็ด" หลุดจากมือก็มี เลยต้องว่ายน้ำลงไปเอาคันเบ็ดมา วันนั้นตกปลาได้ประมาณ 10 กว่าตัว แต่เราก็ "ปล่อยทิ้งกันหมด" เพราะเราเตรียม "ปลาช่อน" มากันเองอยู่แล้ว เมนูเด็ดของวันนั้นคือ "ปลาช่อนเผาเกลือ"

   กลิ่นของ "ปลาช่อนเผาเกลือ" บวกกับน้ำจิ้มรสเลิศ ทำให้พวกเราทานกันอย่างไม่น่าเชื่อเลยว่า "ปลาช่อนเผาเกลือ" ตัวเดียว คน 11 คน ทานกันไม่หมด! ทานกันทั้งคืนยังไม่หมดเลย

   " โอ้โห... ปลาตัวใหญ่มากเลยซิ " - เพื่อนผมถาม

   " เปล่าหรอก... ปลามันเน่า เลยกินกันไม่หมด ซื้อปลาเน่ามา " - Forjuner

   เมื่อวันก่อนผมได้ไปเที่ยว "ทะเล" กับพวกพี่ๆ ที่ชอบมากินเบียร์ที่ร้านผม พี่บอม, พี่ดา, อาจารย์ปู่, ตุ๊เหน่

   ผมรู้จักกับพวกพี่นี้ได้เกือบจะ 2 ปีละ แต่ละคนก็อายุ 30 ปลายๆ แต่ว่าคุยกันถูกคอ และรู้สึกว่าพวกพี่เค้าเจ๋งดี แต่ละคนจะมี Character ที่ต่างกันพอสมควร  เรื่องประวัติส่วนตัวของพวกเขาขอเว้นไว้ละกัน เดี๋ยวไว้จะมาเล่าให้ฟังคราวต่อไปนะเนอะ...

   เราไปถึงที่ชายหาดกันตอนประมาณ เกือบจะ 9 โมง (ไม่ขอบอกละกันว่าที่ไหน) จึงหาที่ลงหลักปักฐาน และได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกที่ใกล้ 7-11 ด้วยเหตุผลหลายประการ จึงเชาาเหมาเตียงผ้าใบทั้งวันเลย ไป "ทะเล" ทั้งทีมันต้องหาของทะเลกินกันเดะ อย่างแรกเลยก็คือ ไข่เจียว - ขอใส่หมูสับด้วยนะ เอ้ย!!! ไม่ใช่ ปลาหมึกย่าง ยำไข่แมงดา และอื่นๆ อีกมากมาย และเสบียงด้านการทำลายสุขภาพอีกเพียบ

   หลังจากทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องตามด้วย "เครื่องดื่มทำลายสุขภาพ" ดื่มไปพลาง ลงไปเล่นน้ำทะเลไปพลาง ช่างเป็นวันหยุดที่สุดแสนวิเศษจริงๆ แต่ถ้าเหตุการณ์มันราบรื่นแบบนั้นผมก็คงไม่ต้องมาเล่าให้ฟังหรอก มันจากนี้ไปต่างหาก ผมซึ่งกำลังนั่งดื่มด่ำอยู่ริมทะเล ก็มีเสียงเกิดขึ้น

   " เฮ้ย... กุ้งมังกร เฮ้ยๆๆๆ พวกมึงมาดูดิ กุ้งมังกร " - พี่บอม (อยู่ไกลจากพวกเราไปประมาณ 10 - 20 เมตร)

   " จริงดิ๊ " - Forjuner

   " กูจะโม้พวกมึงทำไมล่ะ มาดู เร็วๆ เด๋วมันจะไปซะก่อน " - พี่บอม

   ก็ด้วยความตกใจแต่ละคนก็ลุกไปหาพี่บอมเพื่อต้องการจะดู "กุ้งมังกร" ทำเอาคนแถวๆ นั้นตามมาดูกันใหญ่ รวมทั้ง คนขับเรือระแวกนั้นด้วย แห่กันมาดูกันยกใหญ่ พอไปถึงแกก็มีท่าทางแปลก

   " พี่บอม ไหนอ่ะๆๆๆ " - Forjuner (ทุกคนเริ่มถามหา)

   " นั่นไง " - พี่บอม

   แกชี้ไปที่ริมชายหาด สิ่งที่พวกเราเห็นก็คือ วัยรุ่นสาว ประมาณ 2-3 คน พร้อมกับผู้ปกครอง ยืนมุงเตาย่างอยู่

   " ไหนวะพี่ " - Forjuner

   " นั่นไง อยู่บนเตานั่นไง " - พี่บอม

   พวกเราถึงกับสะเทือนขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

   " นั่นมันกุ้งเผาไม่ใช่เหรอพี่ และอีกอย่างมันอยู่บนเตานี่ ไม่ได้อยู่ทะเลเหรอ " - Forjuner

   " มึงจะบ้าเหรอ กุ้งมังกรเลยนะเว้ย! และกูไม่ได้บอกซะหน่อยว่า กูเจอในทะเลอ่ะ พวกมึงคิดไปเองนะ " - พี่บอม

   ชั่วโมงนั้นจะโกรธก็ไม่ลงอ่ะ ก็กุ้งมันน่ากินจริงๆ อีกอย่างกึ่มๆ อยู่ด้วยเลยฮากันเข้าไปใหญ่  แต่ปัญหามันอยู่ที่คนระแวกนั้นที่เข้ามาดูอ่ะ ต้องขอโทษขอโพยกันใหญ่เลย จะเล่นมุขทั้งทีไม่น่าเดือดร้อนชาวบ้านเลย

edit @ 20 Oct 2009 16:41:54 by Forjuner

   เนื่องจากไม่กี่วันที่ผ่านมาเกิดท้องฟ้าปั่นป่วนตามฤดูกาล ฝนตกเป็นการใหญ่ ตกหนัก และนานซะด้วย ซึ่งปัจจุบันผมทำงาน และอาศัยอยู่แถวถนนศรีนครินทร์ ตรงข้ามซีคอนสแควร์ คงไม่ต้องบอกนะครับว่าน้ำท่วมมาก และสูงแค่ไหน ก็ได้ตามที่ทุกท่านเห็นดังในข่าวเกือบทุกหน้าหนังสือพิมพ์  ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งจะลงว่า เป็นผลพวงมาฝากสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวเลย

    ก็มันจะไปเกี่ยวได้ไงล่ะ ก็ตอนนี้ตรงสี่แยกอุดมสุขเค้ากำลังทำอุโมงลอดผ่านสี่แยกอุดมสุข คงไม่ต้องบอกนะครับ อะไรมันจะเกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี่ฝนตกยังไงก็ท่วมไม่มากนักแต่พอทำอุโมง โอ้โห...พ่อคุณเอ้ย...อย่าให้พูดถึงเลย เวลาผมมานั่งพักที่บริเวณหน้าบริษัทนะ เพียงแค่คุณหลับตาเท่านั้นแหละ คุณจะด้ยินเสียงเรือแล่นผ่าน และเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ถ้าโชคดีคุณจะได้เจอกับปลาดุกอีกด้วย (เคยตามจับทีนึงมันส์ดี) บรรยากาศสุดยอดมาก อีกอย่างนึงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยระดับน้ำทะเล เอ้ย! ระดับน้ำท่วม ขำๆ เองครับ แค่เข่า! แต่ถ้ารถขับผ่านจะเข้าถึง หํ_ ผมไม่ได้หยาบคายนะครับอยากจะบอกว่าจริงๆ

   สิ่งที่ผมเห็นในวันนั้นนับเป็น "วันมอร์เตอร์ไซต์ดับแห่งชาติ" เลยก็ว่าได้ อย่าว่าแต่ "มนุษย์ 2 ล้อ" เลย "รถตู้ปลาติดแก๊ส" ถ้าไม่แน่จริงก็ไม่รอด แถมยังจะแย่กว่า "มนุษย์ 2 ล้อ" ด้วย "มนุษย์ 2 ล้อ" ส่วนใหญ่จะเป็นรถ "ออโตเมติก" ขับขี่ง่าย แต่พอเจอสภาพน้ำท่วมเข้า "สลบ" โดยทันที  "รถตู้ปลาติดแก๊ส" ถ้า "สลบ" ขึ้นมาก็ไม่ต้องทำข้าวไข่เจียวกันละ ถ้ายิ่งเป็นคนรัก "รถ" ละก็เฝ้า "รถ" ยิ่งกว่าเฝ้า "เด็ก" ซะอีก พ่อคุณเอ๋ย... วันนั้นแทบไม่ต้องทำอะไรกันเลยล่ะ ถนนศรีนครินทร์น่ะ รถติดตั้งแต่ 05.00 - 02.00 น. ของอีกวันนึงเล้ย

   และในวันที่น้ำท่วมผมต้องใช้ "Fino" คู่ใจของผมเพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทาง น้ำท่วมเท่าเข่า เมื่อเทียบกับ "Fino" ผมก็เกือบประมาณ ครึ่งล้อได้ พอได้ยินเสียงยิ่งเป็นเหมือน "เรือ" เข้าไปใหญ่ ผมเคยคิดนะว่าถ้าเกิดผมขี่อยู่ดีดี แล้วเจอไอพวก "โรคจิต" ขับรถไม่เกรงใจชาวบ้านสาดน้ำเข้าจะเป็นอย่างไร พอคิดได้ดังนั้นผมก็เลยเตรียมอุปกรณ์บางอย่างติดตัวไว้ดีกว่านั่นก็คือ "ก้อนหิน" ผมไม่ใช่พวกแก๊งปาหินนะครับ

   และสิ่งที่ผมคิดไว้ผมก็ได้เจอ "โรคจิต" จริงๆ กระบะ Toyota Vigo สีดำ ทะเบียนอย่าบอกเลย ขับมาด้วยความเร็วสูง มันคงจะไม่มีตังเล่นเครื่องเล่นในสวนสยามอ่ะ เพราะพอมันมันเข้าถึงเขตน้ำเท่านั้นแหละ "น้ำบาน" มาเลย อย่างกับเครื่องเล่นๆ หนึ่งของสวนสยามในโฆษณาเลย พอเห็นดังนั้นเรารู้สึกสงสารทันทีเพราะ "มนุษย์ชุดวิน" ที่ต้องทำมาหากิน และกำลังรับ "ผู้โดยสาร "อยู่นั้นต้องเป็นนักกีฬา "เซริฟบอร์ด" โดยทันที จะไม่ให้เหมือนได้ไงคนอยู่ตรงกลางของคลื่นอ่ะ เสียงด่ากันระงมเลย ทั้งบีบแตร กระพริบไฟ ไอ "โรคจิต" นี่ก็ยังไม่ลดความเร็ว  และมันก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้ๆ ผมแต่อารมณ์ผมไม่เหมือนอยู่ในสวนสนุกเลย ผมบีบแตรใส่มัน มันก็ยังไม่ลดความเร็ว ผมฉุดคิดขึ้นได้ว่า "ผมมีของมานี่หว่า

   ผมจึงควัก "ก้อนหิน" ขึ้นมาโดยทันที และผมไม่คิดที่จะไม่ปาซะด้วย เพียงแค่มันอยู่ในรัศมีผมเท่านั้นแหละพ่อจะเล่นให้ "หน้าแหก" เลย คราวนี้มันกระพริบไฟใส่ผม บีบแตรใส่ผม มันก็เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ผมจึงเริ่มเงื้อมือ มันจึงเบรค และขับมาโดยไม่เร็วมากนัก เสียงจากผู้คนยังคงด่ามันอยู่ มันมาจอดรถเทียบกับ "Fino" ผม

" น้องเอาก้อนหินมาทำไร " - โรคจิต

" เอาไว้ปาไอโรคจิตที่ขับรถไม่ดูชาวบ้าน สาดน้ำกระเด็นโดนชาวบ้านเค้า " - Forjuner

" อืม... " - โรคจิต ทำหน้าเจื่อย

   จากนั้น "โรคจิต" จึงค่อยๆ ขับรถผ่านไปด้วยดี ผมจึงโยน "ก้อนหิน" ทิ้งไปโดยไม่คิดว่าผมจะได้เจอ "โรคจิต" เป็นรอบ 2 แต่เพียงแค่ไม่ถึงอึดใจผมก็ต้องการเป็นนักกีฬา "เซริฟบอร์ด" โดยทันที อาย _าด!!!

   หมายเหตุ - เพียงมีน้ำใจให้กัน พ่อแม่คุณไม่ว่าคุณว่าเป็นลูกอกตัญญูหรอก เชื่อผมซิ!!!

edit @ 16 Oct 2009 14:45:21 by Forjuner

   ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเรานิยมที่จะขี่ "รถจักรยานยนต์" (มนุษย์ 2 ล้อ) กันมากกว่า "รถยนต์" ก็เพราะด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง แต่ที่เป็นปัจจัยสำคัญเลยก็คือ "รถติด" ซึ่งมอร์เตอร์ไซต์มีรูปลักที่เล็กกระทัดรัด และลัดเลาะได้ง่ายกว่า ซึ่งแตกต่างกับรถยนโดยเปรียบเทียบกันไม่ได้ในเรื่องของความคล่องตัว 

    คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธผมหรอกเชื่อได้เลย ในเวลาที่ฝนตกรถติด และใกล้เวลาเข้างานเต็มทีแล้ว คุณเลือกที่จะหาที่จอดรถ และใช้บริการ "มนุษย์ชุดวิน" เพราะว่า "มนุษย์ชุดวิน" สามารถพาคุณไปถึงจุดมุ่งหมายได้โดยทันท่วงที หรืออาจจะช้านิดหน่อย แต่มันก็ยังจะดีกว่าที่จะให้คุณนั่งตากแอร์อยู่บน "รถยนต์" แล้วก็นั่งลุ้นว่าเมื่อไหร่ไฟจะเขียว ดีไม่ดีคุณจะได้เจอปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "อารายวะ

   ปรากฏการณ์นี้มีลักษณะเป็นไฟ 3 สี มีสีแดง สีเหลือง สีเขียว ปรากฎการณ์นี้จะมี "สีแดงนาน 10 นาที" "ไฟสีเหลือง 3 วินาที" "ไฟสีเขียว 1 นาที" ประชาชนแถวนั้นเมื่อเห็นปรากฎการณ์ดังล่าวก็มักจะพูดว่า "อารายวะ" เมื่อแต่ละคนพูดต่อๆ กันไป จึงฮิตติดปากกันในหลายๆ คน จึงได้รับการขนามนามว่า "ปรากฎการณ์ อารายวะ"

   ปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ วันจันทร์ - วันศุกร์ บางทีจะลากยาวไปถึงวันเสาร์ และปรากฎการณ์นี้จะรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 07.30 - 09.00 น. และ 16.30 - 19.00 น. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ "มนุษย์เงินเดือน" เลิกงานกัน จะเกิดขึ้นหนักในเขตกรุงเทพมหานคร

   ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็น "มนุษย์ 2 ล้อ" และคิดว่าเป็นอะไรที่คล่องตัว ผมเลยไม่ค่อยที่จะเจอกับปรากฎการณ์ "อารายวะ" มากนัก ผมคิดว่าปัญหาส่วนใหญ่ของ "มนุษย์ 2 ล้อ" ก็คือ เราจะได้เจอกับปฏิกิริยา "โบ๊ะ" เป็นประจำในเวลาประมาณ 06.30 - 08.00 น. ของทุกวัน

   ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นเมื่อผิวหน้าเริ่มซีด ปากเริ่มจาง คิ้วเริ่มบาง ความมั่นใจเริ่มหมด จะเกิดปฏิกิริยา "โบ๊ะ" ทันที ส่วนใหญ่แล้วปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นกับ "กุลศตรี" และ "กุลบุรษ" ปฏิกิริยา "โบ๊ะ" เริ่มระบาดในหมู่ "สาว Office" อย่างหนัก และมักจะเกิดขึ้นใน "รถยนต์" ส่วนตัวเท่านั้น และในปัจจุบันทีมวิจัยยังไม่สามารถหาผลสรุปได้ว่า "ทำไมปฏิกิริยา "โบ๊ะ" จึงไม่เกิดขึ้นบนรถเมล์, รถมอเตอร์ไซต์, รถไฟฟ้า, รถไฟ, บนทางม้าลาย, หรือแม้กระทั่งที่ป้ายรถเมล์"

   สำหรับส่วนตัวของผมแล้วพอได้เห็นปฏิกิริยา "โบ๊ะ" แล้วทำให้ผมรู้สึกกลัวพอสมควรเลยล่ะ ก็จะไม่กลัวได้ไง เกิดปฏิกิริยานี้ขึ้นทีไรนะ หน้าตาของคนๆ นั้นจะเปลี่ยนไปโดยทันที 

   อาการแรก - ก็จะเม้มปากไม่มากนัก แล้วก็เอาตลับอะไรบางอย่างขึ้นมาจากนั้นก็เริ่มเอา อุปกรณ์มีลักษณะ กลมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง ตบที่หน้าของตัวเอง และก็ลืมตากระพริบตาบ่อยๆ เหมือนกับมีฝุ่นเข้าตา แต่ก็ยังทำอยู่ ดูแล้วน่าสงสารมากเลย สำหรับอาการแรกนี้จะมีระยะเวลาประมาณ 15 - 30 นาที หรืออาจมากกว่านั้นหากอาการรุนแรง

   อาการที่สอง - จะเริ่มจากลิ้นเลียปากก่อนแล้วก็เม้มปาก จากนั้นก็จะนำอุปกรณ์มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆ เป็นสีๆ นำมากดที่ปาดของตัวเอง จากนั้นปากจะค่อยๆ เริ่มเบี้ยว ถ้าแท่งยาวๆ นั้นไปทางขวาปากก็จะเบี้ยวไปทางขวา ถ้าไปทางซ้ายก็จะเบี้ยวไปทางซ้าย จากนั้นจะมีอาการเม้มปากเข้าออกอีกประมาณ 2 - 3 ครั้ง เหมือนอาการกระตุก

   อาการที่สาม - จะเกิดกับผู้ที่มีลักษณะคิ้วบางๆ เจ้าตัวจะเอาดินสอ 2B ที่ใช้ฝนข้อสอบขึ้นมาเพื่อวาดคิ้วขึ้นมา แล้วบรรเลงด้วยอารมณ์ศิลป์เต็มที่ ยิ่งถ้าเปิดเพลงคลาสสิคแล้วล่ะก็คิ้วที่ได้จะออกเป็นลายโอเก้เลยทีเดียว อาการนี้จะต้องใช้ความสามารถทางด้านการใช้วงเวียนมาพอสมควร เพราะถ้าเกิดไม่เท่ากันขึ้นมาก็จะดูเป็น "นก" บินอยู่บนท้องฟ้าเลยทีเดียว

   พอเกิดปฏิกิริยาดังกล่างพวกหล่อนทั้งหลายจะกลายเป็น "เกอิชา" โดยทันที

edit @ 15 Oct 2009 16:33:09 by Forjuner

สมาชิกใหม่ของห้อง "HR"

posted on 14 Oct 2009 13:06 by tj-forjuner

สำหรับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ

   เรื่องมีอยู่ว่า "ลูกพี่" ผมเนี่ยซึ่งเป็น HR Manager เนี่ย แกเป็นคนชอบพระเครื่องมาก และผมก็เป็นเหมือนกันคือชอบพระเครื่องมาก ซึ่ง Office HR ของแกจะเต็มไปด้วยพระพุทธรูปต่างๆ มากมายเกือบประมาณ 20 องค์ได้ ไม่ว่าจะเป็น หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อโต พลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อวัดเขาตะเครา หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อโต พระสิวลี พระพุทธชินราช สมเด็จพระเจ้าตากสิน สมเด็จพระนเรศวร หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงปู่ทวด สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เศียรพ่อแก่ และพระเครื่องอีกมากมาย นี่ยังไม่รวมผ้ายันต์อีกประมาณเกือบ 20 ผืน นะเนี่ย ซึ่งตอนแรกๆ ที่แกเข้ามาเริ่มงานก็ไม่มีใครรู้หรอก แต่ว่าแกชอบชวนคุยเรื่องพระ และชอบชวนไปทำบุญคุยไปคุยมาก็เลยถูกคอกัน (ผมเริ่มงานที่นี่ก่อนแก ผมเริ่มจากเป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่แหละ) ถ้าชวนไปไหว้พระหรือทำบุญไม่เคยเกี่ยงเลย ไปไหนไปกัน และถ้าคุยกับแกนะ อยากรู้ประวัติพระองค์ไหนถามแกได้เลยสุดยอดเลยล่ะ

   อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่ รายการหนึ่งได้นำเสนอเกี่ยวกับ "กุมารทอง" ของหลวงพ่อรูปหนึ่งที่จังหวัดนครปฐม หลวงจากนั้นแกก็เกิดอยากจะได้ "กุมารทอง" ขึ้นมา ซึ่งผมกับลูกพี่จะมีเว็บๆ นึงที่เข้าเป็นประจำเพื่อประมูลพระครื่อง และแกก็บอกว่าได้ "บูชากุมารทอง" มาตนนึง ของหลวงปู่ขุ้ย วัดซับตะเคียน จังหวัดเพชรบูรณ์ ซวยแล้วไง ก็แถวนั้นของเค้าแรงจะตาย วันแรกที่ "กุมารทอง" ตนนั้นมาถึงยังไม่มีใครรู้เลย เพราะว่าจัดส่งมาในกล่องพัสดุ พอแกแกะออกมาถึงจะรู้ ว่าขณะนี้ได้มีสมาชิกใหม่ได้เข้ามาอยู่ที่ Office เราแล้ว

   หลังจากนั้นในวันพฤหัสบดี แกก็เริ่มทำพิธี "เรียกกุมารทอง" เพราะวันพฤหัสบดีเป็น "วันครู" ที่เราจะรู้กันดี ธูป 9 ดอก ขนม ของคาวหวาน น้ำแดง สารพัด และก็ได้ตั้งชื่อว่า "ร่ำรวย" (คนละร่ำรวยของพี่โน้ตเค้านะ) จากนั้นแกก็พา "พี่ร่ำรวย" ไปหาศาลพระพรหมเพื่อขอให้เจ้าที่เจ้าทางเปิดทางให้ "พี่ร่ำรวย" เข้ามาได้ และแกก็กลับมาที่ห้องช่วยนั้นประมาณ 11 โมงได้ ทุกคนก็ทำงานตามปกติ

   แต่พอเวลาประมาณ บ่าย 2 โมง ซึ่งผม เพื่อนผม และพี่ที่ทำงาน ก็คุยงานกันอยู่ ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานซึ่งไม่ไกลกันมาก ส่วนมลนั่งอยู่ติดกับประตู ทันใดนั้นเอง เพื่อนซึ่งเป็นผู้หญิงก็นั่งเงียบซะงั้น

   " มล เป็นอะไร ทำไมนั่งเงียบ " - Forjuner

   " เมื่อกี้มีใครทำอะไรหรือเปล่า " - มล (เพื่อนผม)

   " ไม่มีนี่ ทำไมเหรอ " - พี่เบส (พี่ที่ทำงาน)

   " เมื่อกี้นี้ มล ได้ยินเสียงเคาะประตู ไม่มีใครได้ยินจริงๆ เหรอ " - มล (เพื่อนผม)

   " ซวยแล้วไง แสดงว่า "พี่ร่ำรวย" มาถึงแล้วเดะ " - Forjuner

   " ดีนะที่เค้าเคาะประตูก่อนเข้าอ่ะ แสดงว่าเค้าอ่านหนังสือออก " - พี่เบส (พี่ที่ทำงาน) เพราะที่ Office เราแปะป้ายไว้ว่า "กรุณาเคาะประตูก่อนเปิด"

   ทันใดนั้นผมก็พูดออกแนวหยิกแกมหยอก

   " ผมว่าพี่ไม่ได้ขอ พระในห้องพี่ก่อนแน่เลย "พี่ร่ำรวย" เค้าเลยเข้าไม่ได้งะ เค้าก็เลยเคาะเรียกไง " - Forjuner

   " เอ้อ...ใช่ ลืมไปเลย " - ลูกพี่ผม (คุณวิชิด)

   จากนั้นแกก็พนมมือขึ้นและก็พึมพัมๆ อยู่แป๊บนึง จากนั้นแกก็เดินมาที่ประตู และก็เปิดประตู

   " เอ้า "ร่ำรวย" เข้ามาได้แล้ว โทษทีๆ เมื่อกี้ลืมขอพระในห้องให้ ไม่โกรธกันนะ " - ลูกพี่ผม (คุณวิชิด)

   เอาแล้ว "ลูกพี่" ผมเริ่มจินตนาการเห็นเป็นตัวตนแล้วไง และแต่ละคนก็ขำๆ กัน

   จากนั้นวันที่ 13 ต.ค. 2552 ผมก็นั่งทำงานอยู่กับพี่เบส (พี่ที่ทำงาน) ซึ่ง "ลูกพี่" ผมเขาไปดื่มกาแฟที่ Lobby Bar จู่ๆ ก็มีสายโทรศัพท์เข้ามาที่เครื่องโทรศัพท์ประจำ Office

   " จูน คุณวิชิด (ลูกพี่) อยู่ไหม " - Executive Housekeeping

   " ไม่อยู่ครับ คุณวิชิด (ลูกพี่) อยู่ Lobby Bar ครับ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ " - Forjuner

   " ถ้างั้นฝากแจ้ง คุณวิชิด (ลูกพี่) ด้วยว่าลูกค้าซึ่งเป็นชาวฮ่องกง ลืมของไว้ที่ห้องพัก แต่ตอนนี้ลูกค้ากลับประเทศไปแล้ว รบกวนให้คุณวิชิด ขึ้นไปดูด้วย " - Executive Housekeeping

   " ได้ครับ ผมจะโทรแจ้งคุณวิชิด (ลูกพี่) ให้ครับ " - Forjuner

   จากนั้นผมก็โทรหา "ลูกพี่" ผมทันที บอถึงเรื่องดังกล่าวที่ได้คุยกับ Executive Housekeeping ไม่นานหลังจากนั้น "ลูกพี่" ผมก็กลับมาที่ Office HR พร้อมกับถุงกระดาษ 1 ถุง

   " ลูกค้าลืมของไว้เหรอพี่ " - Forjuner

   " อื้ม ลืมของไว้ ลองดูซิ เค้าให้เอามาให้เราเก็บไว้ " - ลูกพี่ผม (คุณวิชิด)

   หลังจาก "ลูกพี่" ผมยื่นถุงใบนั้นให้ ผมกับพี่ที่ทำงานอีกคนก็ช่วยกันเปิดดู พบห่อกระดาษ ขนาดประมาณ ยาว 30 ซม. กว้างประมาณ 5 ซม. ได้ หลังจากเปิดออกดูก็เลยรู้ว่าทำไมถึงให้ "ลูกพี่" (คุณวิชิด) ผมเป็นคนขึ้นไปดู

   ด้านในของกระดาษนั้นพบเป็นตุ๊กตาไม้ แกะสลักเป็นรูปเด็ก คล้ายกุมารทอง ลงรักปิดทอง เรียบร้อย ครั้งแรกที่เห็นมีความรู้สึก "มึนๆ และขนลุก" ทันที และรู้ได้เลยว่า "ของแท้ปัญหามันอยู่ที่ว่ามี 5 ห่อ เป็นตนเดียว 3 ห่อ เป็นคู่ 2 ห่อ ก็ทั้งหมด 7 ตน โอ้โห...อารายวะยังไม่ทันตั้งตัวเลยมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 7 ตนเลยวุ้ย...

   " ลูกค้าเป็นชาวฮ่องกง สงสัยว่าเค้าจะลืมเอากลับไปด้วย ก็เลยอยู่ที่ห้อง " - ลูกพี่ผม (คุณวิชิด)

   " โอ้โห...เข้าใจลืมจริง แล้วเขาจะไม่มาวิ่งเล่นที่ห้องเราเรอะ แค่นี้ห้องก็เล็กพอละนะ ให้เค้านั่งไหนละพี่ " - Forjuner

   " เหอๆ ก็เค้าฝากเราไว้นี่ ก็ช่วยๆ เค้าละกัน " - ลูกพี่ผม (คุณวิชิด)

   " แล้วทำงานอ่ะ ยังไม่ได้ขอเจ้าที่เจ้าทางเลย พระในห้องพี่อีก " - Forjuner ความกังวลเริ่มมาละ

   " ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลูกค้าก็คงจะมารับกลับไป " - ลูกพี่ผม (คุณวิชิด)

   " เค้ากลับประเทศไปแล้วไม่ใช่เรอะ เค้าคงจะบินกลับประเทศไทย เพื่อมารับหรอก งั้นเราเอาฝากไว้ที่ศาลพระพรหมไหมล่ะ " - Forjuner

   " ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวหาย ไว้ที่ห้องเรานี่แหละ " - ลูกพี่ผม (คุณวิชิด)

   โอเคในเมื่อจะให้อยู่ที่ห้องนี้ก็คงต้องหาที่อยู่ให้ ด้วยความที่ Office เล็กพอสมควร อีกทั้งห้องนึงเป็นของ "ลูกพี่" ผมซึ่งเต็มไปด้วยพระแล้วจะไว้ในนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่า "พี่ร่ำรวย" เค้าอยู่แล้ว ไอเราก็กลัวจะทะเลาะกัน ที่ก็ไม่มีให้วาง พี่ที่ทำงานผมก็ไปเจอที่ที่นึงที่พอจะวางได้ เค้าก็บอกว่า "ไว้ตรงนี้แหละ พอดีเลย" ผมจะไม่เดือดร้อนเลยถ้าตรงที่พี่วางมันอยู่บนหัวผมพอดีเลย - -"

   ผมยังสงสัยว่าแล้วพนักงานเรารู้ได้ไงวะ ว่ามี "กุมารทอง" อยู่ที่นั่น ผมจึงได้ไปสอบถามกับ Roommaid แต่ละ Floor ได้ใจความว่า หลังจากลูกค้าชาวฮ่องกงกลับไป Roommaid จึงเข้าไปตรวจห้อง และพบกับถุงดังกล่าว จึงเก็บไว้ใน Offic HK (แม่บ้าน) แต่ด้วยช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม พนักงานหญิง ที่มีลูกจึงพาลูกมาด้วย เพราะไม่มีคนดูแลอยู่ที่ห้อง

   ขณะนั้น ลูกของพนักงาน ได้อยู่ที่ Office HK (แม่บ้าน) เพียงลำพัง แต่ Roommaid และ Clerk ได้ยินเสียงเด็กคุยกัน และได้ยินฟังซักพัก จึงตัดสินใจเข้าไปดู พบเพียงแค่ ลูกของพนักงานคนเดียวเท่านั้น จึงถามว่าคุยกับใคร ลูกของพนักงานตอบว่าคุยกับเพื่อน Roommaid จึงเปิดดูจึงพบห่อกระดาษและเปิดดูจึงเจอเห็นลักษณะดังกล่าว

   โอ้โห...ผมก็นึกเลยว่าแล้วตอนผมทำงานเค้าจะมาชวนผมคุยไหมวะเนี่ย ก็เลยกลับมา Office เพื่อกินเค้ก

   พอมาวันนี้

   " จูน เดี๋ยววันนี้พี่จะออกไปซื้อน้ำแดงนะ เอามาถวาย "กุมารทอง" ซะหน่อย " - พี่เบส (พี่ที่ทำงาน)

   ผมเริ่มเอะใจละ ว่าทำไมจู่ๆ แกเกิดอยากจะไหว้ขึ้นมา เพราะว่าแกนับถือศาสนาคริส

   " ทำไมล่ะพี่ 100 วัน 1,000 ปี ไม่เคยไหว้ " - Forjuner

   " ก็เมื่อวานตอนกินเค้กกัน ตอนชิ้นสุดท้าย ลูกของพนักงานคนนั้นมายืนอยู่หน้าห้อง และก็ยืนชะเง้อมองมาเข้ามาในห้อง และทำตามองกวาดสายตาไปทั่วๆ พี่ก็เลยคิดว่ามันคงจะเห็นแหละ " - พี่เบส (พี่ที่ทำงาน)

   " งั้นก็จัดไปเลยพี่ เด๋วผมสมทบขนมอีก 2 ห่อ รวมของ "พี่ร่ำรวย" ด้วย "- Forjuner

   " มิน่าล่ะ " - มล (เพื่อนผม)

   " อะไรอีกอ่ะ " - Forjuner

   " ก็เมื่อคืน มล ฝันว่า คุณวิชิด สั่งให้หาคนเข้ามาทำงาน ขออายุประมาณ 1 ปี 8 เดือน ก็เลยรู้เลย งั้น มล สมทบด้วย ยาคูล 2 ขวด ละกันนะ " - มล (เพื่อนผม)

   อะไรมันจะประจวบเหมาะกันขนาดนั้น ซึ่งแฟนผมก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนผมเอา "กุมารทอง" มาไว้ที่ร้านตนนึงเหมือนกัน และความคิดผมก็อยากจะพา "กุมารทอง" กลับบ้านเหมือนกัน ตนนึง แต่ก็คงได้แต่ภาวนาแหละ เพราะจะนำทรัพย์สินของลูกค้าออกไปไม่ได้ จนกว่าจะเลยกำหนด 6 เดือน